
การใช้ขีปนาวุธราคาแพงเพื่อสกัดโดรนต้นทุนต่ำ ช่วยให้เพื่อนที่ติดตามสงครามยุคใหม่เห็นภาพบริบทร่วมกันมากขึ้น

สหรัฐฯยิงขีปนาวุธลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ รับมือโดรนอิหร่านลูกละ 2 หมื่น ลำดับเรื่องและข้อเท็จจริงสำคัญ
สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐศาสตร์สงคราม หลังต้องใช้ขีปนาวุธ Patriot มูลค่าลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อสกัดโดรนของอิหร่านที่มีต้นทุนเพียง 20,000–50,000 ดอลลาร์ต่อลูก ตามรายงานของ Wall Street Journal และ New York Times ระบุว่า ในช่วงสงครามอิหร่าน สหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธแพทริออตไปแล้วกว่า 1,300 ลูก คิดเป็นมูลค่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านสามารถผลิตโดรน Shahed-136 ได้อย่างต่อเนื่องด้วยต้นทุนต่ำและเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ทั่วไป
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับขีปนาวุธและเครื่องบินความเร็วสูง ไม่ใช่โดรนขนาดเล็กที่บินต่ำและโจมตีเป็นกลุ่มจำนวนมาก ทำให้การใช้ขีปนาวุธราคาแพงเช่น Patriot หรือ Standard Missile 2 ดูไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนของเป้าหมาย แม้กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มลงทุนพัฒนาอาวุธพลังงานเลเซอร์ที่มีต้นทุนต่อการยิงเพียง 3 ดอลลาร์ แต่ยังอยู่ในช่วงทดลอง
ในทางตรงกันข้าม ยูเครนกลับใช้กลยุทธ์ 'เศรษฐศาสตร์แห่งชัยชนะ' โดยผลิตโดรนโจมตีราคาถูกจำนวนมาก ราคาเพียง 1,000–3,000 ดอลลาร์ต่อลูก และสามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญในรัสเซียได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่า สงครามในยุคใหม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทันสมัยของอาวุธ แต่เป็นเรื่องของต้นทุน ความยืดหยุ่น และการผลิตที่ทันเวลา ความท้าทายต่อไปคือการปรับตัวของกองทัพสหรัฐฯ ให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน
ข้อเท็จจริง
- สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,300 ลูก ลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อสกัดโดรนอิหร่าน
- โดรนอิหร่านรุ่น Shahed-136 มีต้นทุนเพียง 35,000 ดอลลาร์ต่อลูก
- สหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้ว 5.2 พันล้านดอลลาร์ ในการสกัดโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน
- บริษัท Lockheed Martin ต้องใช้เวลา 2 ปี ในการผลิตขีปนาวุธ Patriot ชดเชยที่สูญเสียไป
- กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ พัฒนาอาวุธเลเซอร์เพื่อสกัดโดรน ต้นทุนต่อการยิงเพียง 3 ดอลลาร์
- ยูเครนผลิตโดรนโจมตีได้วันละกว่า 1,000 ลูก ราคาลูกละ 1,000–3,000 ดอลลาร์
คำอธิบายข่าวแบบภาพของ Canto โดยอาจมีเครื่องมือ AI ช่วยในกระบวนการผลิต นโยบายบรรณาธิการ





